อินเดียในเสี้ยววินาที...

posted on 12 Jan 2012 00:03 by life-in-the-sky
ไม่ใช่ว่าฝันแต่อย่างใด อยู่ดีๆก็โดนลากไป มุมไบหรือบอมเบย์ มันคือที่เดียวกัน ฮ่าๆ
หลังจากบินอย่างสาหัส เจอทั้งดีเลย์และฟูลโหลด สภาพร่างกายและจิตใจเริ่มไม่ไหว เริ่มงอแง ในขณะนั้นเอง คุณเพื่อนร่วมทางเจ้าเก่า ที่มารอรับเรากลับจากไฟลท์ก็เริ่มบทสนทนา...
"พรุ่งนี้ยูไปอัมสเตอดัมใช่ป่ะ ชั้นมีริยาดล่ะ"
"ใครบอก...ชั้นจะไปบอมเบย์ แล้วก็ยูด้วย!"
"หะ? อะไรนะ"
"ชั้นจะพายูไปบอมเบย์ จะดีเลย์ไฟลท์รอเลยเอ้า ยูน่าจะแลนด์ตอนชั้นเกือบๆเทคออฟ ดังนั้นวิ่งมาที่เครื่องเลยนะ"
"ไม่ใช่ล่ะ ชั้นแลนด์สามทุ่ม..."
"งั้นก็Take self relieveสิ ไม่ต้องบิน ไปบอมเบย์แล้วก็กลับ กทม "
"เอางั้นเลยนะ? เอาสิ..."
มานั่งคิด ตูใช่ชีวิตง่ายไปป่าววะ -_-" แต่มีเพื่อนไป มีเพื่อนเที่ยว โอกาสมาแล้ว ปฎิเสธไม่ลงจริงๆ ฮ่าๆ หลังจากเวลาเกือบทั้งวันรบกับหัวหน้า แทบจะเปิดแมนนวลเถียงกันเลยทีเดียว...เพราะหัวหน้าบอกว่า self relieve ยูควรอยู่อัมมานสิ แต่เราก็เถียงว่า นั่นมันเรื่องของชั้นหนิ.... แล้วเพื่อนชั้นจะเดินทางคืนนี้นี่นา สรุปสุดท้าย เขาก็ให้ แบบบ่นๆ ก็ตามใจยูเต๊อะค่า.... (ที่จริงมีหนึ่งเสียงกระซิบอยู่ข้างๆว่า ถ้าให้ชั้นพูดให้นะ 5 นาที ทุกอย่างเรียบร้อย... เออค่ะ ทราบว่า มันต้องได้ แต่ไม่ชอบวิธีแบบนี้อ่ะ เหมือนไปบีบคนอื่น...) เราก็อุตส่าห์อ้อมไปอ้อมมา มาตายตอนจบที่สนามบิน เพราะหัวหน้าดันอยู่ที่นั่นพอดี!!!! หัวหน้ารู้อยู่แล้วว่า เราต้องมาเข้าห้องบรีฟ และหัวหน้าก็เจอเขา... สรุปเลยรู้ว่า ไปบอมเบย์เหมือนกัน....ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ก็ปล่อยชีคิดไปก่อนละกัน...
ทันทีที่หน้าที่เริ่ม สวมวิญญาณใหม่ทันที ราวกับไม่รู้จักกันมาก่อน แต่...ทำไมกัปตันถึงรีเควสextra crewคนไทยไปนั่งดูเทคออฟแอนด์แลนดดิ้ง...แล้วไอ้ที่ตลกมากคือ FO คือคนเดิมกะตอนไปอาบูดาบี บังเอิญอะไรขนาดน้านนนนน แล้วเขาเป็นเพื่อนกันมานาน เลยสบายใจ สบายไป อิอิ ทริปก็สบายๆ 4 ชั่วโมงครึ่ง เดินไปเดินมา พอแลนดเสร็จ FO หันมาบอกว่า มีใครเล่าเรื่องตลกให้ฟังยัง? เราเลยบอกว่า เรื่องอะไร?
เรื่องมีอยู่ว่า ก่อนที่จะเริ่มลดระดับเพดานบิน หัวหน้าเช็คกัปตันเป็นรอบสุดท้าย ถามว่าจะเอาอะไรมั้ย
"Captain, do you need anything before landing?"
"Yes, Can you please bring me Kamonwan?"
"With sugar or without,sir?"
"No No sugar she is sweet enough!"
".....AH extra crew!"
ตู คนฟัง ผู้ถูกกล่าวถึง "@#%#^%$!!!!"
คนที่เล่าเรื่องคือ FO เพราะ FO ก็เข้าใจเหมือนหัวหน้า นึกว่า กัปตันอยากได้ชาคาโมไมล์...ส่วนกัปตันนึกว่า หัวหน้าเล่นมุก!!! เลยขำกันใหญ่ แล้วทุกคนก็เริ่มสงสัย สจ๊วตถึงกับบอกว่า ท่าทางกัปตันจะชอบยูนะ หึหึ...
หลังจากเข้าที่พัก วิวแรกที่เราพบคือ
มันสวยมาก เหมือนสวรรค์บนดิน ที่จริงโรงแรมนี้ตั้งห่างจากถนนเยอะมาก เลยเงียบสงบ และทุกสิ่งทุกอย่างสวยงาม พนักงานมารยาทดี จนยากจะเชื่อว่าที่นี่อินเดีย!!! หลังจากนอนเอาแรงก็โดนปลุกให้ไปดูความจริง
พอก้าวขาพ้นเขตโรงแรม ภาพที่เห็นคือ....
นี่มันตลาดนัดแถวต่างจังหวัดของเราชัดๆ แต่ความสกปรกนั้นเหนือชั้นนั้น หึหึ...
รถราบีบแตรตลอดเวลา ผู้คนค่อนข้างโหวกเหวก นี่สินะ อินเดีย.... พอเดินไปได้ซักพัก ก็ไปที่ถนนช้อปปิ้งกัน เรียกว่า ถนนช้อปปิ้งที่จริงมันคือ ตลาดนัดที่ใหญ่มากๆต่างหาก.... ข้าวของสำคัญคนไทยคงเฉยๆ เพราะราคาไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่สำหรับคนจอร์แดนแล้ว มันคือ โคตรถูก!!!! ไอ้เราก็เฉยๆ เพราะเงินก็ไม่มี ทั้งดอลล่าทั้งรูปี
อย่านึกว่าจะได้เดินอย่างสงบ...คนไปด้วยจับโน่นทาบ จับนี่วาง โดยเฉพาะตอนเลือกสร้อยพื้นเมืองที่ทำจากลูกปัดไม้ เฮียลองทีละ 5 เส้น ไอ้เราก็เป็นตุ๊กตา... ยืนแบบงงๆ ไม่มีปากมีเสียง เพราะพอบอกว่า เราไม่มีเงิน เขาบอกเขามี พอบอกว่าเราไม่อยากได้ เขาบอกเขาอยากซื้อ....แล้วตูจะเถียงอะไรได้...
คิดเป็นดีน่าไม่เท่าไหร่ คิดเป็นเงินบาทก็มากพอสมควร
มื้อเย็นคืนแรกคือ บาร์บีคิวบุฟเฟ่ที่โรงแรม เริ่มสังเกตตัวเองว่า หลังๆไม่ว่ามันจะบุฟเฟ่หรือไม่ ก็กินเท่าเดิม หิวก็กินเยอะ ไม่ค่อยหิวก็แค่อิ่มเหมือนกัน แล้วก็รู้สึกว่า ไม่ว่าอะไรที่ใครว่า อร่อยแค่ไหน เราก็รู้ว่า อืม...มันอร่อย แต่ไม่ประทับใจเหมือนตอนกินของอร่อยสมัยก่อนเลยจริงๆ ควรจะดีใจมั้ยนะ จะได้ผอมเสียที หึหึ!
วันที่สอง เราไปกันที่ Powai Lake คือย่านการค้าที่ติดทะเลสาป... มันดูดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ในอินเดียแล้วล่ะ แต่อย่าคาดหวังให้มาก แล้วจะไม่ผิดหวัง ฮ่าๆ ก็เดินๆเล่นๆ คุณกัปตันเกิดอยากลองสปาปลา ไม่ต้องถามความเห็นเพื่อนร่วมทริป เฮียสั่งเลย ไปลองกัน! ทุกคนก็ว่านอนสอนง่าย นั่งพักกันไป 15 นาที ดูปลาตอดเท้า -_-" 
จากนั้นก็กลับโรงแรมกัน มื้อเย็นได้กิน Leg of Lamb มันคือ ขาแกะอบ!!!
 
ขนาดไม่ได้ใหญ่เท่าไหร่ ความนุ่มใช่ได้ แต่...มันเค็มมาก ตจนคนกินประจำยังต้องทักว่า ท่าทางพ่อครัวจะใส่เกลือซ้ำแน่ๆ พนักงานก็แสนดี หรือเพราะเป็นขาประจำหว่า อาสาเปลี่ยนให้ใหม่ แต่เพราะความหิว เค็มก็บีบเลม่อนใส่ไปเยอะแยะ ผลคือ กินไปได้คนละครึ่ง ก็นั่งอึ้งกัน ฮ่าๆ
สิ่งทีได้ใจไปเต็มๆคือ ตอนคิดเงิน ปรากฎว่า เขาไม่คิดเงินขาแกะสองขานี้!!! แถมอาสาจะแถมขนมหวานให้อีก แต่บังเอิญว่า เรามีแพลนจะไปชิมเค้กกันเลย ไม่รับ ทำเอาพนักงานหน้าจ๋อยไปนิดนึง...
พนักงานที่โรงแรมนี้ทุกคน มีจิตใจในการบริการที่เหลือเชื่อมากกกก สุภาพ เรียบร้อย ทำไมไม่มาเป็นแอร์เป็นสจ๊วตกันค้า....
ขากลับ ฟูลโหลดของแท้เลยครับ! คราวนี้ทั้งกัปตันมั้ง FO บอกเลยว่า ยูไปเอาหมอนกับผ้าห่มมานั่ง Hi-Comfort seat ละกัน จะได้นอนสบายไม่มีใครกวน.... นอนไปก็ขำไป ควรดีใจหรือสงสารตัวเองล่ะเนี่ย Business Class เขายังๆไม่มีห้องส่วนตัว ต้องทนฟังเสียงจากอีโค่ แต่ขอบดิฉันเงียบสนิท ไม่มีอะไรนอกจากเสียงวิทยุสื่อสารเป็นระยะๆ ด้วยระยะเวลาบิน 6 ชั่วโมงกว่า ทำให้เข้าใจคำพูดที่ว่า "คับที่อยู่ได้คับใจอยู่ยากจริงๆ" เพราะจัมพ์ซีทไม่ได้นั่งสบาย เพราะมันชัน 90 องศา แถมต้องคอยระวังสายตาของลูกเรือที่เข้ามาเช็ค จะทำตัวตามสบายเกินก็เกรงใจเขา แต่บรรยากาศในนั้นเวลามีแค่กัปตันกับFO ที่เป็นเพื่อนร่วมทริปกันมา 2 วัน ทำให้เรารู้สึกสงบ สบายใจ มากกว่านั่งอยู่ท่ามกลางคนร้อยกว่าคนจริงๆ
ปล. ตอนเริ่มทริปนี้ แม่เรางอนเล็กน้อย เนื่องจากลูกเบี้ยวไม่กลับตามกำหนด มารู้ทีหลังคือ เขากะพาเราไปงานรวมญาติ แต่เราดันไม่มาซะ เอาเลยไม่ได้ไป... รู้สึกผิดเลยเชียว-_-"

Comment

Comment:

Tweet